Sensing (S) คือ บุคคลที่คิดหรือวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ใดๆ บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่จับต้องได้ เช่น วิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บเป็นตัวเลขและสถิติที่สามารถนำมาคำนวนวัดผลได้ มักจะชอบงานซ้ำๆ ที่มีขั้นตอนเดิมๆ ได้อย่างสบายใจ สนใจในรายละเอียดของงานหรือสิ่งรอบตัวมาก
ส่วน Intuitive (N) คือกลุ่มบุคคลที่มักจะทำอะไรตามสัญชาตญาณ ตามความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว และมักจะชอบมองสิ่งต่างๆ ในภาพรวมมากกว่าที่จะสนใจรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ อีกทั้งเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานซ้ำๆ เดิมๆ หรือถ้าถูกมอบหมายให้ทำงานซ้ำๆ (Routine) คนกลุ่มนี้มักจะมองหาช่องทางประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เพื่อย่นเวลาให้งานนี้เสร็จเร็วขี้น ซึ่งจะเป็นนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่ชอบคิดอะไรและมองหาอะไรใหม่ๆที่ท้าทายเสมอ
ดังนั้นเมื่อ S มาเจอกับ N เรื่องยุ่งๆ มักจะเกิดเพราะต่างคนต่างสนใจในสิ่งที่แตกต่างกัน ถ้าหัวหน้าเป็น S จัดๆ ก็มักจะทำให้ลูกน้องต้องหวาดผวาเวลาส่งงานกันทีเดียว เพราะท่านจะถามละเอียดยิบย่อย แบบแทบจะคุ้ยสิ่งที่มีในกระดาษออกมาพูดกันทุกตัวอักษรทีเดียว ซึ่ง ณ. จุดนี้ลูกน้องท่านใดเป็น N จัดๆ ก็จะปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะไม่รู้จะเตรียมอะไรเพราะสิ่งที่ตัวเองรู้คือสรุปมันดีหรือไม่ดี และควรทำอย่างไรต่อแบบไร้ข้อมูลสนับสนุน (อาจจะโอเว่อร์ไปนิด )
ในขณะที่ถ้าหัวหน้าเป็น N จัดๆ ก็มักจะไม่ค่อยสนใจรายละเอียดเท่าไหร่ ประโยคที่มักจะถามลูกน้องคือ "สรุปว่ามันเป็นยังไง...." หรือจะถามที่ข้อสรุปแล้วก็จะคิดวิเคราะห์ตามสัญชาตญาณ ซึ่งลูกน้องถ้าเป็น S ก็จะเกิดอาการน้อยใจกันไปว่าอุตส่าห์หารายละเอียดมาเพียบ ไม่ฟังตรูสาธยายสักหน่อยเลยเหรอ
แต่อันนี้ก็ขึ้นกับ personality type ของลูกน้องอีก ว่าจะไปกันยังไงกับหัวหน้า แล้วถ้าเรารู้จักหัวหน้า เราก็จะไม่ต้องทำอะไรที่ไม่ได้ใช้ค่ะ การนำเสนองานก็จะมุ่งตรงประเด็นอย่างที่ท่านๆ ต้องการ ทำให้ลื่นไหลไปได้ไม่สะดุด รวมถึงเราจะสามารถเก็งข้อสอบ เอ้ย!!! คำถามที่อาจจะต้องเจอได้ เช่นคุณคิดว่าควรทำไงต่อไป เราก็จะนำเสนอได้ถูกใจท่านๆ เพราะถ้าท่าน S ท่านก็ต้องการคำแนะนำจากข้อมูลที่มีและคาดเดาความเป็นไปได้ ในขณะที่ท่าน N ก็อาจจะไม่ต้องใช้อะไรมาก แค่ทำตามแนวโน้มที่เราคิดและเห็นจากรอบๆ ตัวเราก็สามารถเอาตัวรอดจากการ present งานได้ (เฮ้อ...เหนื่อยเนอะ...)
No comments:
Post a Comment