Monday, June 18, 2012

Management topics: ลูกน้องและคนรอบข้างเป็นคนแบบไหนกันน้า บทส่งท้าย

การที่จะรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนมีเวปที่ สามารถทำทดสอบได้หลายๆที่โดย Search คำว่า Personality Test เช่น
http://www.humanmetrics.com/cgi-win/jtypes2.asp
เวปนี้ก็มีคำถามเยอะหน่อยก็พยายามแปลกันนะคะอย่ามั่วเพราะไม่งั้นเสียเวลาเปล่าค่ะ 

หลังจากทำ test แล้วก็จะได้ส่วนประกอบทั้ง 4 และคำอธิบายว่าลักษณะของเราเป็นอย่างไร
หลังจากที่ได้แล้วก็นำมาพิจารณาเพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครที่จะเป็นสุดๆ ในแต่ละด้าน ดังนั้นถ้าได้รับการฝึกฝนพยายามปรับเพื่อให้เข้ากับการทำงาน ก็จะสามารถนำความเข้าใจตัวเองนี้ไปส่งเสริมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น (เรื่องนี้ก็ทำให้หัวหน้าไม่ต้องคอยบอกคอยเตือนหรือหาเรื่องหักเงินเดือนเราอีกต่างหาก อิอิ) 

บางทฤษฎี ก็จะแยกแยะผลของ Personality test เป็น 2 กลุ่มอีก (นอกเหนือจาก type ที่กล่าวไปแล้ว) คือ Natural VS Adapted  ที่แบ่งเช่นนี้เพราะบางคนอยู่บ้านมักจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา (Natural)  แต่ถ้าที่ทำงานก็จะเป็นอีกแบบ (Adapted) ซึ่งในทฤษฎีนั้นกล่าวว่าถ้าหาก Natural และ Adapted นั้นต่างกันสุดขั้ว คนๆนั้นจะมีปัญหาการทำงานอย่างแรงเพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และอาจจะเหมือนเด็กๆ ที่ตื่นตอนเช้ามาแล้วก็ร้องว่า " หนูไม่อยากไปทำงานเลย แม่จ๋า" 


ซึ่งถ้าเกิดอาการนี้และไม่สามารถรับได้จริงๆ การหางานอื่นๆ ที่เราได้ใช้ตัวตนของเราหรือไกล้เคียงตัวตนเราก็จะทำให้มีความสุขขึ้นเยอะทีเดียว

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงทฤษฎีเดียวจากหลายๆทฤษฎีที่เค้าใช้ทำการวิเคราะห์ ดังนั้นเราสามารถใช้อากู๋ (Google) เพื่อการศึกษาหาทฤษฎีอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของเราได้


สิ่งหนึ่งที่จะบอกว่าการรู้ตัวตนของเราและผู้อื่นนั้นควรคำนึงถึงศีลธรรมจรรยาบรรณ (Ethics) ในการใช้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ควรใช้เพื่อส่งเสริมตัวเองและผู้อื่นให้เจริญในทางที่ควรจะเป็น มิใช่ส่งเสริมหรือกอบโกยเพื่อประโยชน์ตนโดยขาดซึ่งศีลธรรมจรรยาบรรณ ดังที่เคยประสบในการสัมภาษณ์คนๆหนึ่ง ที่คิดนำสิ่งนี้มาเพื่อสร้างประโยชน์ตน พอได้ฟังดังนั้นคนๆนี้ก็ตกสัมภาษณ์ทันทีเช่นกัน เพราะเรื่องของศีลธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข ถ้าหากเรานำคนแบบนี้เข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะสร้างศัตรูอีกเท่าไหร่ (เว่อร์ไปป่ะ ๕๕๕) 
สรุปว่ารู้เค้ารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง จริงหรือไม่ลองถามตัวเองดูนะคะ ^____^

Management topics: ลูกน้องและคนรอบข้างเป็นคนแบบไหนกันน้า ตอนที่ 5

ในที่สุดก็มาถึง Preference สุดท้าย (จนได้)
4. วิธีการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ Judging (J) vs Perceiving (P)
อาจมีคนสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกันกับ Characteristic ของเรา ในหมวดนี้จะอธิบายถึงลักษณะนิสัยของแต่ละคนว่าจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวินัย และ มีความยืดหยุ่นกันแค่ไหนในการใช้ชีวิตประจำวันหรือในการทำงาน 


Judging (J) เป็นกลุ่มคนที่มีความเป็นระเบียบและชอบที่จะควบคุมทุกสิ่งด้วยตัวเอง การวางแผนล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำเป็นประจำ ชอบที่จะจัดให้ทุกสิ่งอันให้เป็นไปตามแบบแผนมีรูปแบบที่ชัดเจน ถ้าไปดูโต๊ะทำงานของคน type J ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งของถูกวางอย่างเป็นระเบียบแทบจะหลับตาหยิบได้เลยทีเดียว การกำหนดเวลาส่งงานหรืองานที่มีกำหนดตายตัวแน่นอนเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ชอบมาก ชอบทำงานเป็นชิ้นๆ เป็นโปรเจคไป เมื่อมั่นใจว่าผลงานที่ทำได้ตามแผนที่กำหนดก็จะส่งภายใน Deadline อย่างไม่ลังเล คือจะเครียดก่อนส่งแต่หลังส่งแล้วก็จะหมดกังวล


Perceiving (P) กลุ่มนี้ชอบชีวิตแบบสบายๆ มีอะไรก็ปรับเปลี่ยนกันไป ชอบแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า และไม่ชอบที่จะถูกบังคับให้อยู่ในกรอบหรือกฏเกณฑ์ ห้องหรือโต๊ะทำงานรกๆ เป็นเรื่องปกติของคนกลุ่มนี้ (๕๕๕) การกำหนด Deadline หรือเส้นตายการส่งงานทำให้กลุ่มนี้ห่อเหี่ยวอย่างแรง เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ชอบหาอะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ มาเติมในชิ้นงาน และมักจะมองหาสิ่งที่ดีกว่าไปเรื่อยๆ เลยทำให้เป็นโรคเลื่อนไปไม่มีกำหนด อีกทั้งชอบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน (แล้วมันจะเสร็จได้ไงเนี่ย) หากส่งงานไปเรียบร้อยแล้ว ลองสังเกตุว่าอาจมีการของานกลับไปแก้ไขใหม่เนื่องจากไม่มั่นใจว่างานจะดี คือกลุ่มนี้จะลั้นลามากในช่วงที่โปรเจคกำลังดำเนินอยู่ แต่ถ้าหากได้ส่งงานไปแล้วก็จะเกิดความJกังวลทันทีว่าจะดีพอหรือยัง หรือยังไม่ option อื่นๆ ที่ดีกว่านี้ 


ดังนั้นถ้าต้องการงานให้เสร็จทันเวลาและถ้าความสามารถในการทำงานเท่าๆกันระหว่าง P กับ J หัวหน้าส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้คนกลุ่ม J เพราะมั่นใจแน่ๆว่าคนกลุ่มนี้ทำงานเสร็จก่อนกำหนดแน่นอนแถมมีทวนซ้ำเพราะต้องการความ perfect 


ในที่สุดก็จบทั้ง 4 type of preferences แล้ว ที่เหลือในส่วนต่อไปก็คือการนำ Type ทั้งสี่ มาผสมกันแล้วก็จะได้เป็น Personality Type หรือลักษณะเฉพาะบุคคลออกมา



Friday, June 15, 2012

Management topics: ลูกน้องและคนรอบข้างเป็นคนแบบไหนกันน้า ตอนที่ 4

วิธีการตัดสินใจ Thinking (T) vs Feeling (F)  
ใน Preference นี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิธีการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ในส่วนของ Thinking หรือ T นั้นจะเป็นบุคคลที่เวลาตัดสินใจในเรื่องใดๆ จะใช้เหตุผลเป็นหลัก ยิ่งถ้าคนๆนั้นเป็น T มากๆ เค้าแทบจะไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่ตัดสินใจนั้นจะกระทบความรู้สึกของใครเพราะตัวเค้านั้นจะคิดว่า เหตุผลมันชัดเจนอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และทุกคนก็ควรจะเข้าใจในเหตุผลนั้นๆ ดังนั้นถ้าให้พวก T ตัดสินใจอะไรไปแล้วก็มักจะเด็ดขาดและแจกแจงได้เสมอๆ (แต่อยู่ที่คนฟังจะรับได้หรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนี่ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า)


ส่วน Feeling หรือ F นั้น จะเป็นประเภทที่คิดถึงความรู้สึกคนโน้นคนนี้ตล๊อด ตล๊อด ทำให้การตัดสินใจไม่เด็ดขาด มักจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้คนรอบข้างซึ่งก็เป็นคุณลักษณะที่ดีของการสร้างความสัมพันธ์อันดีรอบๆตัว มักจะเข้าใจว่าคนอื่นต้องการอะไร ดังนั้นคนกลุ่มนี้มักจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากและลำบากใจถ้าหากต้องไปคุยกับลูกน้องเพื่อที่จะบีบบังคับให้แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานตามเหตุผลที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจกลายเป็นคนที่มักเถียงแทนลูกน้องเสมอๆ ด้วยความเห็นใจและเข้าใจนี่เอง การตัดสินใจของกลุ่มนี้จึงมักจะทำไม่ได้เด็ดขาดเพราะมักจะกังวลถึงผลลัพธ์ที่จะกระทบผู้อื่น ทำให้ไม่สามารถฟันธงได้ซักที (จริงๆ ก็ไม่ใช่หมอลักษณ์เนอะ ) 


จากคุณลักษณะที่กล่าวมา กลุ่ม T จะมักจะถูกวางบทบาทให้เป็นผู้นำกลุ่มคนหรือฝูงชนใหญ่ๆ เนื่องจากการที่จะนำผู้คนไปในทิศทางเดียวกันได้นั้นต้องมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจไปแล้ว อาจจะเรียกได้ว่าต้องเป็นบุคคลที่ไม่แคร์สื่ออย่างแท้จริง เพราะการทำสิ่งใดๆ โดยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยมีใครที่ถูกใจทั้งหมด ในขณะที่กลุ่ม F นั้นก็จะถูกวางบทบาทเป็นผู้ประสานงานระหว่างกลุ่ม บุคคล หรือองค์กรเสียมากกว่าเนื่องจากจะมีความสามารถในการที่จะเข้ากับคนได้ดีและสามารถเข้าถึงใจคนอื่นได้ไม่ยาก 

ทั้งสองกลุ่มนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าเรารู้ว่าเราเป็นกลุ่มไหนเป็นหลักก็ทำให้เราสามารถที่จะปรับพฤติกรรมให้มันลดๆ ลงหน่อยได้ เช่น หัวหน้ากลุ่ม T ก็ควรให้เวลาลูกน้องได้ระบายความในใจถึงอุปสรรคที่บ้านที่ทำให้การทำงานมีผลกระทบ การแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจก็ทำให้ได้ใจลูกน้องไปบ้างถึงแม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ก็ตาม  

ส่วนหัวหน้ากลุ่ม F ก็ควรพิจารณาผลงานลูกน้องที่ความเป็นจริงไม่ใช่จากความรู้สึกส่วนตัว หรือกลัวลูกน้องสนิทโกรธซะงั้น ก็อาจทำให้ลูกน้องที่ตั้งใจทำงานแต่ไม่สนิทท้อใจได้ง่ายๆ เหมือนกัน 

Monday, June 11, 2012

Management topics: ลูกน้องและคนรอบข้างเป็นคนแบบไหนกันน้า ตอนที่ 3

วันนี้จะพูดถึง Preference ถัดไปที่เกี่ยวกับวิธีการคิด การหา และประมวลผลข้อมูล ซึ่งจะจำแนกได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ Sensing (S) vs Intuitive (N)
Sensing (S) คือ บุคคลที่คิดหรือวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ใดๆ บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่จับต้องได้ เช่น วิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บเป็นตัวเลขและสถิติที่สามารถนำมาคำนวนวัดผลได้ มักจะชอบงานซ้ำๆ ที่มีขั้นตอนเดิมๆ ได้อย่างสบายใจ สนใจในรายละเอียดของงานหรือสิ่งรอบตัวมาก

ส่วน Intuitive (N) คือกลุ่มบุคคลที่มักจะทำอะไรตามสัญชาตญาณ ตามความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว และมักจะชอบมองสิ่งต่างๆ ในภาพรวมมากกว่าที่จะสนใจรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ อีกทั้งเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานซ้ำๆ เดิมๆ หรือถ้าถูกมอบหมายให้ทำงานซ้ำๆ (Routine) คนกลุ่มนี้มักจะมองหาช่องทางประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เพื่อย่นเวลาให้งานนี้เสร็จเร็วขี้น ซึ่งจะเป็นนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่ชอบคิดอะไรและมองหาอะไรใหม่ๆที่ท้าทายเสมอ

ดังนั้นเมื่อ S มาเจอกับ N เรื่องยุ่งๆ มักจะเกิดเพราะต่างคนต่างสนใจในสิ่งที่แตกต่างกัน ถ้าหัวหน้าเป็น S จัดๆ ก็มักจะทำให้ลูกน้องต้องหวาดผวาเวลาส่งงานกันทีเดียว เพราะท่านจะถามละเอียดยิบย่อย แบบแทบจะคุ้ยสิ่งที่มีในกระดาษออกมาพูดกันทุกตัวอักษรทีเดียว ซึ่ง ณ. จุดนี้ลูกน้องท่านใดเป็น N จัดๆ ก็จะปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะไม่รู้จะเตรียมอะไรเพราะสิ่งที่ตัวเองรู้คือสรุปมันดีหรือไม่ดี และควรทำอย่างไรต่อแบบไร้ข้อมูลสนับสนุน (อาจจะโอเว่อร์ไปนิด ) 

ในขณะที่ถ้าหัวหน้าเป็น N จัดๆ ก็มักจะไม่ค่อยสนใจรายละเอียดเท่าไหร่ ประโยคที่มักจะถามลูกน้องคือ "สรุปว่ามันเป็นยังไง...." หรือจะถามที่ข้อสรุปแล้วก็จะคิดวิเคราะห์ตามสัญชาตญาณ ซึ่งลูกน้องถ้าเป็น S ก็จะเกิดอาการน้อยใจกันไปว่าอุตส่าห์หารายละเอียดมาเพียบ ไม่ฟังตรูสาธยายสักหน่อยเลยเหรอ 

แต่อันนี้ก็ขึ้นกับ personality type ของลูกน้องอีก ว่าจะไปกันยังไงกับหัวหน้า แล้วถ้าเรารู้จักหัวหน้า เราก็จะไม่ต้องทำอะไรที่ไม่ได้ใช้ค่ะ การนำเสนองานก็จะมุ่งตรงประเด็นอย่างที่ท่านๆ ต้องการ ทำให้ลื่นไหลไปได้ไม่สะดุด รวมถึงเราจะสามารถเก็งข้อสอบ เอ้ย!!! คำถามที่อาจจะต้องเจอได้ เช่นคุณคิดว่าควรทำไงต่อไป เราก็จะนำเสนอได้ถูกใจท่านๆ เพราะถ้าท่าน S ท่านก็ต้องการคำแนะนำจากข้อมูลที่มีและคาดเดาความเป็นไปได้ ในขณะที่ท่าน N ก็อาจจะไม่ต้องใช้อะไรมาก แค่ทำตามแนวโน้มที่เราคิดและเห็นจากรอบๆ ตัวเราก็สามารถเอาตัวรอดจากการ present งานได้ (เฮ้อ...เหนื่อยเนอะ...)