Tuesday, September 6, 2011

Management topics: ลูกน้องและคนรอบข้างเป็นคนแบบไหนกันน้า ตอนที่ 1

เมื่อสมัยทำงานใหม่ๆ ทุกๆ คนต้องเริ่มจากเด็กน้อยที่วิ่งตามพี่ใหญ่ทั้งหลายรวมถึงเราที่ต้องทำงานในโรงงานสายการผลิตอุปกรณ์อิเล็คทรอนิก ปีแรกๆ คิดไม่เป็นหรือทำอะไรไม่เป็นก็ยังพออภัยด้วยความที่ใหม่ แต่พอปีที่ 2 ย่างเข้าปีที่ 3 ก็เริ่มต้องหัดมองเหตุการณ์รอบข้างและต้องหัดรวบรวมสิ่งต่างๆรอบตัวมาคิดเพื่อหาทางปรับปรุงเพื่อทำให้ดีขึ้น พออยู่นานๆเข้าหัวหน้าก็เริ่มให้โอกาสในการทำงานโดยการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ให้เริ่มมีลูกน้องน้อยๆ บ้างเป็นการซักซ้อม


ปรากฏว่า สิ่งแรกที่คิดว่าต้องทำคือ มองหาอะไรที่เรายังขาด และอะไรที่เราต้องปรับปรุง ซึ่งในขณะนั้นเราจะรู้ตัวเราเองว่าเป็นคนที่มองอะไรในแง่ที่เป็นวิศวกรอย่างเดียว ไม่เคยเข้าใจอะไรที่เกี่ยวกับด้วยธุรกิจเลย แม้กระทั้งวิธีการบริหารลูกน้องว่าต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีลูกน้องเป็นผู้ชาย ยังดีหน่อยที่ลูกน้องเป็นเด็กที่ Attitude ดีการทำงานด้วยกันจึงไม่มีปัญหาแรงๆ อย่างที่เกิดทั่วไปเมื่อลูกน้องชายหัวแข็งต้องมีหัวหน้าเป็นผู้หญิง

สิ่งที่ตัดสินใจว่าต้องทำเร่งด่วนหากต้องการที่จะไปให้ถึงจุดหมายของการทำงานคือ การเรียนต่อในด้านการบริหาร จึงตัดสินสมัครเรียนด้านการบริหารทั่วไปของ College of Management Mahidol University

เมื่อได้เข้าไปเรียนแล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นวิชาที่เปิดโลกทัศน์กบในกะลาอย่างเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวิชา Organization Behavior เพราะเป็นวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมขององค์กร คนรอบข้าง (เพื่อนร่วมงาน) คนข้างล่าง (ลูกน้อง) คนข้างบน (หัวหน้า)

พื้นฐานวิชานี้สนับสนุนให้เราเข้าใจลักษณะเฉพาะ (Characteristic) ของเราเองก่อน เพื่อที่จะได้รู้จุดแข็งจุดอ่อนตัวเองในการทำงานร่วมกับผู้อื่น จากนั้นก็ต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของคนรอบข้างเพื่อที่จะสามารถปรับเข้ากันและทำงานร่วมกันได้ในองค์กร

ลักษณะเฉพาะแบ่งได้ 4 หมวดใหญ่ๆ คือ
1. วิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง Extrovert (E) vs Introvert (I)
2. วิธีการคิด การหา และประมวลผลข้อมูล Sensing (S) vs Intuitive (N)
3. วิธีการตัดสินใจ Thinking (T) vs Feeling (F)
4. วิธีการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ Judging (J) vs Perceiving (P)

ใน 4 หมวดนี้เรียกว่าเป็น Four Type of Preferences หรือความชอบของแต่ละคน ซึ่งใน 1 คนนั้น จะต้องประกอบไปด้วยทั้ง 4 preferences แล้วแต่ว่าในแต่ละ preference จะเป็นอย่างไหน เช่น หัวข้อที่ 1 เป็น E, หัวข้อที่ 2 เป็น N, หัวข้อที่ 3 เป็น T และ หัวข้อที่ 4 เป็น P ดังนั้นคนๆ นั้นจะเป็น ENTP ซื่งรายละเอียดลักษณะจะต้องศึกษาในตอนต่อไป



Friday, August 19, 2011

ย้อนรอยอดีต: หางานยังไงดีในช่วงเศรษฐกิจซบเซา

นึกถึงปีที่จบการศีกษา 2451 (1998) ตอนนั้นเศรษฐกิจไม่ดีอย่างมาก การที่เด็กจบใหม่จะหางานได้มันเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง วิศวะน้อยๆ หลายๆ คนเริ่มร่อนใบสมัครกันอย่างต่ำ 10 ถึง 20 บริษัท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงเด็กอย่างเรา (ณ. เวลานั้น) บริษัทที่เข้ามารับนักศึกษาใกล้จบถึงที่ก็มีมากมายหลายที่ เช่น Schlumberger ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสำรวจ ขุดเจาะ น้ำมัน ได้มาเปิดบรรยายถึงการทำงาน ตำแหน่งที่ต้องการ และเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำ


วินาทีนั้น ตาของชั้นก็เป็นประกายวิ้งๆ "โอ้! งานสำรวจหาน้ำมัน เป็นงานในฝันเลย ทำงานเดือนครึ่ง หยุดงานเดือนครึ่ง ส่วนเงินเดือนในตอนนั้น โอ ตั้งเกือบครึ่งแสนเชียว" ว่าแล้วไม่รอช้า หลังจบการบรรยาย รีบไปต่อแถวสมัครทันที แต่ที่สำคัญ เพื่อนรักของชั้นเองก็ถูกใจตำแหน่งเดียวกัน (เลยมีการแอบหวังว่าจะได้ทำงานด้วยกันอีกต่างหาก)


และแล้ว เราผ่านสัมภาษณ์รอบแรก แต่รอบสองนี่สิ แย่ชะมัด ตื่นเต้นมากๆ ด้วยความที่อยากได้งานนี้สุดๆ แต่ข้อสำคัญคือ เราขาดการเตรียมตัว (ถึงแม้ไม่มีเวลาให้เตรียมก็เถอะ) มาคิดย้อนไปถ้าคราวนั้นรู้จักทำสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะไม่พลาดก็ได้



1. พยายามนึกตั้งคำถามตัวเองและก็หาคำตอบเตรียมไว้ เพราะในสถานการณ์ที่เราตื่นเต้นอยากได้งานนั้นมากๆ มันพาลคิดไม่ออกซะอย่างนั้น ที่สำคัญคือเค้าสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้นึกคำตอบยากเข้าไปใหญ่ถ้าหากขาดการเตรียมตัว คำว่าเตรียมตัว หมายความว่าเราต้องซักซ้อมนึกในหัวเราให้แม่นๆ ถึงคำตอบที่เราตั้งเองตอบเอง



2. หายใจลึกๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้สัมภาษณ์ ถ้าไม่มั่นใจขอให้ถามอีกครั้งและบอกผู้ให้สัมภาษณ์ว่าขอเวลาเราแป๊บนึง ดีกว่าตอบไปแล้วไม่เกี่ยวข้องกับคำถามหรือตอบตะกุกตะกัก ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ยิ่งขึ้น




3. ถ้ามีวี่แววว่าจะไม่ได้ ให้ถามผู้สัมภาษณ์ไปเลยว่าเราต้องปรับปรุงตรงไหนเวลาที่สัมภาษณ์




ที่สุดแล้วถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะเราก็ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น ในขณะที่เพื่อนซี้ได้งานนั้นไปก็ตั้งหน้าตั้งตาหางานต่อไปด้วยความหวังว่าซักวันต้องเป็นทีของเรามั่ง




สิ่งที่เราควรต้องทำคือ ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทที่เราจะไปสัมภาษณ์ อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าบริษัทนี้ทำอะไร ไม่ใช่สมัครเพราะเห็นชื่อตำแหน่งกับคุณวุฒิตรงตามที่เราต้องการและจบมา




เด็กจบใหม่ก็ควรจะจำเรื่องโปรเจ็คของตนเองให้แม่นๆ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่ผู้สัมภาษณ์จะถามเพื่อวัดระดับไหวพริบ ความรู้ ความสามารถ ดังนั้นถ้าเราไม่รู้หรือไม่ตอบแบบไม่มั่นใจในสิ่งที่เราควรจะรู้มากที่สุดอย่างเช่นโปรเจคของปี 3-4 นี้แล้ว อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มั่นใจใจองค์ความรู้รวมถึงความขยันขันแข็งในการทำงานภายภาคหน้าของเรา

เพราะฉะนั้น เราความเตรียมตัวซักซ้อมในสิ่งที่เราทำไว้ให้แม่น ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่า "ก็ตื่นเต้นเลยจำไม่ได้" แต่ในฐานะที่เคยเป็นผู้สัมภาษณ์วิศวะกรน้อยมาบ้าง ก็พอจะดูออกว่า อะไรคือต้นเหตุที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำถามไม่ได้ เช่น ความไม่รู้ หรือไม่เคยทำ หรือเพราะความตื่นเต้น

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่องค์กรส่วนใหญ่มองหาคือ ทัศนคติของผู้ถูกสัมภาษณ์ (เรียกว่า Attitude) ถ้าดูท่าทางแล้วมุ่งมันหนักเอาเบาสู้ พร้อมเรียนรู้ทุกสิ่งอย่าง ไม่ท้อต่อความยากลำบาก มันก็ทำให้ได้ใจกันไปครึ่งนึง อีกครึ่งที่เหลือก็คือคุณสมบัติด้านอื่นๆ ที่ต้องวัดเทียบกับผู้ถูกสัมภาษณ์รายอื่นๆ 

แต่ท่าทางที่แสดงออกก็ต้องมาจากสิ่งที่เราเป็นจริงๆ ดังนั้นไม่ควรที่จะเสแสร้งในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เพราะเมื่อถูกรับเข้าทำงานแล้วยังต้องถูกทดลองงานอีกระยะเวลานึงซึ่งก็มากพอที่หัวหน้าจะมองออกว่า Attitude ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

แค่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียน แต่ยังมีอีกหลากหลายประสบการณ์ที่ต้องค่อยๆ ทยอยสะสมกันไปค่ะ ^^